หน้าแรก > ซุลก็อรฺนัยนฺ > ดวงอาทิตย์ตกลงในน้ำขุ่นดำ ที่ไหนหรือ?

ดวงอาทิตย์ตกลงในน้ำขุ่นดำ ที่ไหนหรือ?

การเดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกของท่านซุลก็อรฺนัยนฺ จนไปถึงดินแดนที่ดวงอาทิตย์ตกลงในน้ำขุ่นดำ และได้พบกับกลุ่มชนหนึ่ง ยังเป็นที่ค้นหาของนักวิชาการอิสลามในทุกยุคสมัย ว่าเป็นสถานที่แห่งใด และกลุ่มชนใดที่ถูกกล่าวถึง การค้นคว้าในเรื่องนี้จะทำให้เห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างชนชาติอิสรออีลกับกษัตริย์ไซรัสมากยิ่งขึ้น

*

86 : จนกระทั่งเมื่อเขาไปถึงดินแดนที่ดวงอาทิตย์ตก เขาพบมันตกลงในน้ำขุ่นดำ และพบ ณ ที่นั้นชนหมู่หนึ่ง เรากล่าวว่า(อัลลอฮฺทรงดลใจเขา) โอ้ซุลก็อรฺนัยนฺ เจ้าจงลงโทษพวกเขาหรือทำความดีต่อพวกเขา


บทวิเคราะห์

ในโองการอัลกุรอานข้างต้นนี้ นักอรรถาธิบายอัลกุรอานได้มีความเห็นที่แตกต่างกันไป  เกี่ยวกับดินแดนที่ดวงอาทิตย์ลงในน้ำขุ่นดำ  นักอรรถาธิบายบางคนบอกว่าดวงอาทิตย์กำลังตกลงบนทะเลทราย  แล้วเห็นเป็นภาพหลอนจากการที่แสงอาทิตย์สาดส่องพื้นทะเลทรายให้ดูเหมือนพื้นน้ำทะเลสีดำ  บางส่วนบอกว่าตกลงบนน้ำจริงๆและเป็นน้ำโคลนที่ขุ่นดำ  ซึ่งมองแล้วไม่น่าที่จะนำมาอุปโภคหรือบริโภค

ท่านซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี ได้ให้ความเห็นไว้ว่า  ดวงอาทิตย์นั้นตกลงในน้ำทะเลโคลนสีดำ  และถ้าหมายถึงน้ำสีดำแล้วก็น่าจะหมายถึงทะเลเอเจียนที่อยู่ระหว่างฝั่งตะวันตกของประเทศตุรกีกับฝั่งตะวันออกของประเทศกรีซในปัจจุบัน  โดยให้ความเห็นว่าอัลกุรอานใช้คำว่า “อัยนฺ” แทนคำว่า “บะฮฺรุ”

ทะเลเอเจียนปัจจุบันอยู่ระหว่างประเทศกรีซและตุรกี

ยังมีนักวิชาการบางท่านคาดว่าน่าจะเป็นทะเลดำ  ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศตุรกีเพราะชื่อว่าทะเลดำ และบางท่านก็คาดว่าน่าจะเป็นทะเล AZOV (อะซอฟ) ทางตอนเหนือของทะเลดำและอยู่ทางทิศใต้ของประเทศยูเครน  เหตุเพราะว่าน้ำตรงจุดนั้นเป็นทะเลโคลนสีดำ  และเป็นที่ท่องเที่ยวในการอาบโคลนอีกด้วย

ทะเลดำและทะเลอะซอฟ

จากข้อมูลของแต่ละท่านที่มีประเด็นเด่นๆในการอ้างเหตุผลที่แตกต่างกันไป  ทำให้จับประเด็นได้ว่าต้องเป็นทะเลสาบที่น่าขยะแขยง  ดูแล้วไม่น่าที่จะนำมาอุปโภคหรือบริโภค เป็นโคลนตม ผมจึงค้นหาทะเลโคลนว่ามีตรงจุดไหนบ้าง  และความเป็นไปได้ที่จะเป็นดินแดนที่ดวงอาทิตย์ตกลงในน้ำขุ่นดำ  ที่สำคัญคือจะต้องมีรากอารยธรรมชุมชนโบราณในบริเวณใกล้เคียงนั้นด้วย  ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งก็คือในประโยคถัดมาที่พระองค์อัลลอฮฺ ซุบหฺฯทรงดลใจกษัตริย์ซุลก็อรฺนัยนฺว่า “โอ้ซุลก็อรฺนัยนฺเจ้าจงลงโทษพวกเขาหรือทำความดีต่อพวกเขา”

- ประโยคนี้ทำให้ผมสงสัยว่า  ในขณะที่พระองค์ทรงกำหนดให้กษัตริย์ซุลก็อรฺนัยนฺ เดินทางมาทิศตะวันตกนี้เป็นครั้งแรก  ทำไมพระองค์จึงไม่สั่งให้กษัตริย์ซุลก็อรฺนัยนฺ เผยแพร่ศาสนาของพระองค์  ถ้าหากหมู่ชนที่พบเป็นหมู่ชนที่นับถือรูปปั้น  ในทางกลับกันพระองค์ทรงให้เลือกว่า จะลงโทษหรือทำความดีต่อพวกเขา  ทั้งๆที่พวกเขามีสิทธิที่จะได้รับแนวทางที่ถูกต้องก่อนมิใช่หรือ  หากพวกเขาศรัทธาพวกเขาก็จะสำนึกผิดเพื่อขออภัยโทษต่อพระองค์มิใช่หรือ?  เพราะพระองค์เองเป็นผู้ทรงเมตตากรุณาปราณีเสมอ

- ดังนั้นผมจึงตั้งสมมุติฐานว่ากลุ่มชนที่กษัตริย์ซุลก็อรฺนัยนฺได้พบเจอนั้น  จะต้องเป็นกลุ่มชนที่นับถือพระองค์อัลลอฮฺ ซุบหฺฯ อยู่แล้ว  แต่ได้ละเมิดฝ่าฝืนบทบัญญัติของพระองค์  ทำให้เอกภาพของพระองค์ถูกแทนที่จากสิ่งอื่น  หรือเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเป็นภาคีต่อพระองค์  การดลใจของพระองค์ต่อกษัตริย์ซุลก็อรฺนัยนฺจึงเป็นไปในทำนองว่า “เจ้าจงลงโทษพวกเขาหรือทำความดีต่อพวกเขา” นั่นเอง

จากสมมุติฐานนี้ทำให้วงในการค้นหาแคบลง  โดยอยู่บนโจทย์ที่ว่า “ดินแดนที่ดวงอาทิตย์ตกลงในน้ำขุ่นสีดำเป็นโคลน  ใกล้เคียงกันนั้นจะต้องมีหมู่ชนที่ละเมิดบทบัญญัติของพระองค์

ทะเลสาบต่างๆทางฝั่งตะวันตกของเมือง Pasargadae

และหากเรานำมาเปรียบเทียบกับยุคของกษัตริย์ไซรัสแล้ว ในบรรดาอาณาจักรทั้งหลายในยุคนั้น  ทางฝั่งทิศตะวันตกของเมือง PASARGADAE ต่างก็นับถือรูปปั้นเทพเจ้าต่างๆ  จะก็มีเพียงอาณาจักรเดียวเท่านั้นที่นับถือพระเจ้า  นั่นก็คืออาณาจักรยูดาห์ของชนชาติอิสรออีล

และเมื่อเราย้อนไปดูประวัติศาสตร์  หลังจากที่กษัตริย์ไซรัสมหาราช  ได้ปลดปล่อยเชลยศึกชาวอิสรออีลให้พ้นจากการเป็นทาสแล้ว  ชาวอิสรออีลจึงอพยพเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนของตนยังอาณาจักรยูดาห์  บางส่วนได้เดินทางมาพร้อมกับกองทัพของกษัตริย์ไซรัสที่มุ่งหน้าสู่นครเยรูซาเล็ม  ในเส้นทางนี้จะต้องผ่านทะเลสาบเดดซี (Dead Sea) และทางตอนเหนือของทะเลสาบนั้น มีเมืองที่มีอารยธรรมโบราณมาก เรียกว่าเมือง เจริโค(Jericho) อยู่ห่างจากทะเลสาบเดดซีประมาณ 15 ก.ม.  รากฐานทางประวัติศาสตร์ของเมืองนี้มีโบราณสถานบางแห่งอายุมากกว่า 2000 ปีก่อนคริสตกาล บางบันทึกบอกว่าสามารถย้อนไปได้ถึง 9000 ปี ก่อนคริสตกาล วัลลอฮุอะอฺลัม

ทะเลสาบเดดซี ทางตอนเหนือทะเลสาบคือเมืองเจริโค

ส่วนเยรูซาเล็ม อยู่ทางเหนือฝั่งตะวันตก

ตามประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึก  เมืองเจริโคผ่านยุคสมัยของการปกครองจากอาณาจักรต่างๆมามากมาย  มีหลายชนชาติที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้  อีกทั้งยังเป็นเมืองที่ถูกกล่าวไว้ในไบเบิ้ลว่าเป็นเมืองแห่งต้นอินทผลัม(ดูอ้างอิง)  ในยุคสมัยของกษัตริย์ไซรัสมหาราชผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองเจริโคคือชาวอิสรออีล  เช่นเดียวกับกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งในขณะนั้นชาวบนีอิสรออีลทำการตั้งภาคีกันอย่างแพร่หลาย  รูปปั้นทั้งจากอียิปต์  อัสซีเรีย  บาบิโลน ถูกนำไปเคารพคู่เคียงกับพระเจ้า  โดยเฉพาะรูปปั้นลูกวัวทองคำที่ถูกนำมาเคารพ  แทนที่พิธีกรรมพลีสัตว์เพื่อพระเจ้าซึ่งมีบันทึกอยู่ในไบเบิ้ล  ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้พระเจ้าไม่มอบเอกราชให้แก่ชาวอิสรออีล

บริเวณที่ถูกค้นพบอารยธรรมโบราณ เจริโค

ที่ราบลุ่มของเมืองเจริโคเป็นที่ปลูกต้นอินทผลัม

ทะเลสาบเดดซี

และเมื่อค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับทะเลสาบเดดซี หรือทะเลมรณะ ปัจจุบันเป็นทะลสาบที่ฝั่งตะวันออกของทะเลสาบติดกับประเทศจอร์แดน ฝั่งตะวันตกตอนเหนือติดกับเขตเวสต์แบ็งค์ (West Bank) ประเทศปาเลสไตน์ และฝั่งตะวันตกตอนใต้ติดกับประเทศอิสราเอล ทะเลสาบเดดซีมีอีกชื่อว่าทะเลเกลือ  เพราะมีความเค็มสูงสุดถึง 33.7 % สูงกว่ามหาสมุทรปกติ  สัตว์น้ำก็ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ อีกทั้งไม่สามารถนำน้ำไปอุปโภคหรือบริโภคได้เลย  ที่แปลกอีกอย่างคือเป็นทะเลสาบที่ไม่จมเพราะมีเกลือสูง  ทะเลสาบเดดซียังอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 422 เมตร  ทางตอนเหนือของทะเลสาบมีสภาพเป็นโคลนขุ่นดำ  นักท่องเที่ยวนิยมมาอาบโคลนเพื่อดูแลรักษาผิว  และมีการผลิตเป็นสินค้าส่งขายอีกด้วย ส่วนทางตอนใต้ชายฝั่งมีลักษณะเหมือนก้อนเกลือขนาดใหญ่  ในภูมิภาคอาหรับสมัยอดีตก็เรียกทะเลสาบนี้ว่าทะเลยางมอตอย

ทะเลสาบเดดซีทางตอนใต้

ทะเลสาบเดดซีทางตอนกลาง

ทะเลสาบเดดซีทางตอนเหนือ สังเกตุได้ว่าเป็นโคลนขุ่นดำ

นักท่องเที่ยวลอยตัวได้ในทะเลสาบเดดซี

นักท่องเที่ยวยุโรบนิยมมาอาบโคลนจากเดดซี

นักท่องเที่ยวยุโรบนิยมมาอาบโคลนจากเดดซี

สินค้าจากโคลนเดดซี

มีบันทึกจากนักวิชาการมุสลิมหลายคน  ซึ่งมีความเห็นตรงกันว่าข้างล่างทะเลสาบเดดซี คือเมืองสะดุม(โซดอมและกอมโมราห์)ในสมัยท่านนบีลูฏ อลัยฯ ที่ชาวเมืองของท่านเป็นพวกรักร่วมเพศ  ความวิปริตวิตถารของชาวเมือง ทำให้พระองค์อัลลอฮฺ ซุบหฺฯ ทรงลงโทษชนเหล่านี้ด้วยฝนลูกไฟจากฟากฟ้า (อ่านเพิ่มเติมได้ในอัลกุรอาน บทที่ 15 โองการที่ 51-77)  และกลายเป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมา  รวมถึงยังมีบันทึกอยู่ในไบเบิลเกี่ยวกับเรื่องราวของเมืองโซดอมและกอมโมร่าห์ที่โดนพระเจ้าลงโทษเช่นเดียวกัน  ปัจจุบันจุดที่คาดว่าเป็นเมืองสะดุมที่ถูกทำลาย  กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในจอร์แดนอีกเช่นกัน

หลุมที่ยังปรากฏจากการโดนอุกกาบาตพุ่งชน

ซากปรักหักพังของเมืองที่ถูกค้นพบ

ซากปรักหักพังของเมืองที่ถูกค้นพบ

หินที่เป็นเสาสูงถูกสร้างให้เป็นเรื่องราวว่าเป็นภรรยานบีลูฏ

ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในจอร์แดน

ถ้าหากว่ากษัตริย์ซุลก็อรฺนัยนฺคือกษัตริย์ไซรัสแล้ว  เส้นทางผ่านนี้ก็สนับสนุนอัลกุรอานได้เป็นอย่างดี  กับสมมุติฐานที่ตั้งว่า  “ดินแดนที่ดวงอาทิตย์ตกลงในน้ำขุ่นสีดำเป็นโคลน  ใกล้เคียงกันนั้นจะต้องมีหมู่ชนที่ละเมิดบทบัญญัติของพระองค์”  นั่นคือทะเลสาบเดดซีทางตอนเหนือ และเมืองเจริโคที่อยู่ห่างออกไปอีก 15 ก.ม.  หรืออาจจะเป็น เมืองเยรูซาเล็มที่ห่างจากเดดซีประมาณ 25 กม.  ก็เป็นได้

ดูแผนที่เพิ่มเติมทะเลสาบเดดซี

อ้างอิง

แหล่งอ้างอิงจากหนังสือ

1. หนังสือตัฟฮีมุลกุรอาน “ความหมายคัมภีร์อัลกุรอาน” อรรถาธิบายโดย ท่านเมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี ฉบับ แปลเป็นไทย โดย อ.บรรจง บินกาซัน

- เล่ม 4 หน้า 1300 – 1307

2.หนังสือเรื่องราวของบรรดานบี เขียนโดย อิมาม อิบนุกะซีรฺ แปลเป็นไทยโดย อ.บรรจง บินกาซัน บทที่ 7 หน้า 110

แหล่งอ้างอิงจากอินเตอร์เน็ท

1.http://www.accuracyingenesis.com/sodom.html#Lot

2.http://thinkingaboutgod.com/soddom.html

About these ads
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: